หลายคนคุ้นกับภาพการจับใบดำใบแดงในเดือนเมษายน แต่ถ้าย้อนถามให้ลึกกว่านั้นว่า การเกณฑ์ทหารในไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คำตอบไม่ได้สั้นอย่างที่คิด เพราะ ประวัติเกณฑ์ทหารไทย ไม่ได้เริ่มจากพิธีตรวจเลือกแบบที่เห็นทุกวันนี้ หากโยงยาวไปถึงโครงสร้างรัฐ การควบคุมกำลังคน และการสร้างกองทัพของสยามในแต่ละยุคสมัย
พูดให้ชัดที่สุดคือ ถ้ามองแบบกว้าง การระดมชายฉกรรจ์เพื่อรับใช้รัฐมีมานานตั้งแต่อดีต แต่ถ้าหมายถึง ระบบเกณฑ์ทหารสมัยใหม่ ที่มีกฎหมายชัดเจน มีทะเบียน มีเกณฑ์อายุ และมีโครงสร้างแบบกองทัพประจำการ จุดเริ่มต้นสำคัญจะอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี่เอง
ก่อนมีคำว่าเกณฑ์ทหาร ไทยใช้ระบบอะไรในการระดมคน
ในสมัยอยุธยาไปจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ รัฐยังไม่ได้ใช้ระบบเกณฑ์ทหารแบบสมัยใหม่ แต่ใช้สิ่งที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า ระบบไพร่ เป็นฐานสำคัญ ชายสามัญจำนวนมากต้องขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนายหรือสังกัดหลวง เมื่อบ้านเมืองมีศึกสงคราม รัฐก็สามารถเรียกระดมกำลังคนเหล่านี้เข้ารับราชการ ทั้งงานแรงงานและงานทหารได้ทันที
- กำลังคนถูกมองเป็นทรัพยากรของรัฐ
- การเข้ารับใช้ไม่ได้แยกจากระบบชนชั้นและศักดินา
- หน้าที่ทางทหารผูกอยู่กับภาระรับใช้รัฐโดยรวม
จุดนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เห็นว่า ไทยมีการดึงคนเข้าสู่ภารกิจทางทหารมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ใช่การเกณฑ์แบบที่เราคุ้นในปัจจุบัน กล่าวอีกอย่างคือ มี ราก ของการเกณฑ์มาตั้งแต่อดีต แต่ยังไม่ใช่ รูปแบบสมัยใหม่ ในทางกฎหมายและการบริหาร
จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5
คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วทำไมสยามต้องเปลี่ยนจากระบบไพร่มาเป็นระบบเกณฑ์ทหารแบบใหม่ คำตอบอยู่ที่แรงกดดันของโลกศตวรรษที่ 19 เมื่อรัฐชาติสมัยใหม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งถูกมหาอำนาจตะวันตกคุกคาม สยามจึงต้องเร่งปฏิรูปการปกครอง การคลัง และกองทัพให้ทันสมัยขึ้น
เหตุผลที่ต้องปฏิรูปกองทัพ
- รับมือภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคม
- รวมอำนาจเข้าส่วนกลาง ลดอิทธิพลระบบมูลนายเดิม
- สร้างกองทัพประจำการที่ควบคุมได้ตามแบบรัฐสมัยใหม่
หมุดหมายสำคัญคือ พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124 ตรงกับ พ.ศ. 2448 ในรัชกาลที่ 5 กฎหมายฉบับนี้มักถูกยกให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเกณฑ์ทหารไทยในความหมายสมัยใหม่ เพราะกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องทะเบียนชายฉกรรจ์ อายุ การเรียกเข้ารับราชการ และโครงสร้างกำลังพลอย่างเป็นระบบ นี่จึงเป็นคำตอบที่ตรงที่สุด หากถามว่าเกณฑ์ทหารไทยเริ่มเมื่อไรในแบบที่ใกล้เคียงปัจจุบัน
จากระบบไพร่สู่กองทัพประจำการ ต่างกันอย่างไร
ความต่างไม่ได้อยู่แค่ชื่อเรียก แต่เป็นการเปลี่ยนฐานคิดของรัฐทั้งหมด ระบบไพร่อาศัยความสัมพันธ์เชิงบุคคลและชนชั้น ขณะที่การเกณฑ์ทหารสมัยใหม่อาศัยกฎหมาย ทะเบียน และหน่วยงานราชการกลาง นั่นหมายความว่า ชายที่อยู่ในเกณฑ์ไม่ได้ถูกเรียกเพราะสังกัดมูลนายคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่ถูกนับเป็นพลเมืองที่มีหน้าที่ต่อรัฐโดยตรง
- จากสังกัดบุคคล เปลี่ยนเป็นสังกัดรัฐ
- จากแรงงานผสมทหาร เปลี่ยนเป็นภารกิจทางทหารที่ชัดเจน
- จากจารีตเดิม เปลี่ยนเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ผลสะเทือนของการเปลี่ยนผ่านนี้ใหญ่กว่าที่คิด เพราะมันเชื่อมโยงกับการเลิกไพร่ การจัดเก็บภาษีแบบใหม่ และการสร้างความเป็นรัฐสมัยใหม่ของสยามทั้งระบบ เมื่อมองในมุมประวัติศาสตร์ การเกณฑ์ทหารจึงไม่ใช่แค่เรื่องกองทัพ แต่เป็นเรื่องการเปลี่ยนประเทศด้วย
หลังจากนั้น ระบบเกณฑ์ทหารพัฒนามาอย่างไร
หลังรัชกาลที่ 5 ระบบเกณฑ์ทหารยังถูกปรับต่อเนื่องตามบริบทการเมืองและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และในช่วงสงครามโลกที่โครงสร้างความมั่นคงของรัฐเปลี่ยนไป จนท้ายที่สุด ไทยมีกฎหมายหลักที่ใช้อ้างอิงกันมาจนถึงปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
หลักฐานอ้างอิงสำคัญที่มักใช้ศึกษา
- พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124
- พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
- งานศึกษาประวัติศาสตร์รัฐสยามและระบบไพร่
ระบบที่คนไทยเห็นในปัจจุบัน เช่น การขึ้นทะเบียนทหารกองเกิน การตรวจเลือกเมื่ออายุถึงเกณฑ์ การขอผ่อนผัน หรือการสมัครใจเข้ารับราชการ ล้วนเป็นผลของการพัฒนาทางกฎหมายและการบริหารที่ต่อยอดมาจากการปฏิรูปในต้นศตวรรษที่ 20 ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ ในยุคหลังเพียงอย่างเดียว
สรุปแล้ว ไทยมีการเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ถ้าตอบแบบสั้นและแม่นที่สุด ต้องแยกเป็นสองชั้น ชั้นแรก หากหมายถึงการระดมชายฉกรรจ์เข้ารับใช้รัฐ ไทยมีมานานตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นอย่างน้อย ผ่านระบบไพร่และศักดินา แต่ชั้นที่สอง หากหมายถึง การเกณฑ์ทหารแบบสมัยใหม่ ที่มีกฎหมายชัดเจนและเป็นรากของระบบปัจจุบัน คำตอบสำคัญคือ พ.ศ. 2448 ในสมัยรัชกาลที่ 5
ประเด็นนี้ทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์การเกณฑ์ทหารไม่ใช่เรื่องของพิธีจับใบเพียงวันเดียวในแต่ละปี แต่มันสะท้อนคำถามใหญ่กว่านั้นว่า รัฐนิยามหน้าที่ของพลเมืองอย่างไร และสังคมไทยเปลี่ยนผ่านจากโลกแบบจารีตมาเป็นรัฐสมัยใหม่เมื่อไร ยิ่งมองย้อนกลับไป เราก็ยิ่งเห็นว่าเรื่องที่ดูคุ้นตาในปัจจุบัน แท้จริงแล้วมีอดีตที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนเคยคิด



















































