สนธิสัญญาเบาว์ริง: ปมเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนทั้งการค้าและการเมือง

1

ส่วนใหญ่เรียนประวัติศาสตร์ไทยแบบตั้งสมมติฐานว่า สนธิสัญญาเบาว์ริง เป็นแค่เรื่องที่เกี่ยวกับการสูญเสียดินแดนเท่านั้น แต่ความจริงมันเจาะลึกเข้าไปในเศรษฐกิจในลักษณะที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น เมื่อสยามลงนามสัญญานี้กับฝรั่งเศส ค.ศ. 1893 ไม่ใช่แค่การสูญเสียดินแดนทางตะวันออก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า ความมั่งคั่ง และอำนาจทางเศรษฐกิจของสยามอย่างราวกับการเปลี่ยนเส้นน้ำ

สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังสือเรียนมักข้ามไปเรื่องราวการปรับตัวเศรษฐกิจของสยาม ซึ่งหลังจากสูญเสียอำเภอต่างๆ เมืองไทยถูกบังคับให้เปิดพอร์ตใหม่ เปลี่ยนมูลค่าการค้า และนั่นหมายถึงการเลิกจ้างกลุ่มคนเก่า การขึ้นอัตราภาษี และความสับสนวุ่นวายทางเศรษฐกิจที่สงบไป เมื่อสยามต้องแข่งกับอาณาจักรตะวันตกโดยตรง

ดินแดนสูญหาย คือจุดเริ่มต้นของปัญหาเศรษฐกิจ

การขยายตัวของฝรั่งเศสในอินโดจีนไม่ได้เป็นแค่เรื่องทหาร มันเป็นเรื่องการควบคุมเส้นทางการค้า เมื่อฝรั่งเศสจับลาวและเมืองต่างๆ ทางด้านตะวันออก สยามกำลังสูญเสียเขตการค้าที่มีค่ากับกรรมการค้ายาวนาน ร่วมศตวรรษ ลาวของสยามมิใช่แค่อาณาบริวาร แต่เป็นเขตเศรษฐกิจที่สยามได้รับภาษีจากผ้าไหม ค้นหา สินค้าป่า และหินมีค่า

ผลที่ตามมาไม่ได้มาพร้อมกับรถดำที่บรรทุกอนาคตสดใหม่ มันมาพร้อมกับความเจ็บปวดในทันที มณฑลการค้าของสยามหดตัว ราชการสยามต้องสูญเสียฐานะของพ่อค้าท้องถิ่นที่ยืนหยัดอยู่หลายศตวรรษ และนั่นหมายถึงการเสียบทบาท ความเป็นใหญ่ในพื้นที่ การเก็บภาษี และแม้กระทั่งความนับถือในตาประชาชน

พอร์ตเปิดใหม่ vs. พอร์ตเก่า: การสับเปลี่ยนโครงสร้างการค้า

หลังจากเซ็นสัญญาแล้ว สยามถูกบังคับให้เปิดพอร์ตเทพ (เพชรบุรี) และจังหวรสงขลาให้กับการค้าสากล พอร์ตเหล่านี้มิได้เป็นการตั้งตัวใหม่โดยปกติ มันเป็นการเลิกจ้างและสร้างระบบใหม่เลยทั้งหมด ผู้ประกอบการเก่าที่ทำการค้าผ่านเมืองลาวต้องปรับเปลี่ยนเมืองซัพพลาย ราคา ต้นทุนขนส่ง และการจ่ายคนกลาง

การค้าแม่น้ำโขงซึ่งเคยสำคัญต่อเศรษฐกิจสยาม เริ่มลดลงอย่างช้าๆ เพราะฝรั่งเศสควบคุมอาณาบริวารลาว และกำหนดภาษีการค้าที่เข้าด้านพวกเขา นี่ไม่ใช่เรื่องตัวเลขตาย มันเป็นการสูญเสียแนวทางการทำมาหากินของนายค้า นักเดินเรือ คนขนสินค้า และสถาบันการศูนย์การค้าจำนวนมากที่อาศัยการค้าโดยทั่วไป

การกด ดันภาษีจากสมาชิกสถาบันโลก และผลขาดทุน

นอกจากความสูญเสียเขตการค้า สยามยังต้องเข้าท่าทีการเจรจาว่าด้วยสภาพแบบ unequal treaty โดยตรรกะคือ ในขณะที่ปัตตานีและเคดะห์ได้รับอิสระจากฝรั่งเศส สยามต้องเสียประโยชน์ว่าด้วยภาษีศุลกากร ประเทศสยามไม่สามารถจัดเก็บภาษีข้ามประเทศตามต้องการได้ ราคาสินค้ามิลิทรีนั้นถูกกำหนดจากต่างประเทศ

นี่คือจุดที่เศรษฐกิจสยามเริ่มสลายตัวจากจุดศูนย์กลางเดิม การมีหลากหลายช่องทางการค้ากับชาติต่างๆ ไม่ได้นำมาซึ่งความมั่งคั่ง มันนำมาซึ่งการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน ราชการสยามต้องสร้างการแก้ไขหลายครั้งเพื่อยอมรับความเป็นจริงใหม่นี้ ไม่เช่นนั้นกรุงเทพจะหยาบคายเลยในสายตาผู้ค้าต่างชาติ

ความเปลี่ยนแปลงในการจัดการทรัพยากรและกำลังประชากร

การสูญเสียดินแดนหมายความว่า สยามต้องจัดการกับประชากรของตนเองเป็นอื่น นายอำเภอ นายตำบล และเจ้าพื้นที่ที่เคยอาศัยการเก็บภาษีจากพื้นที่ด้านตะวันออก ตอนนี้พวกเขาต้องมองหารายได้จากไหน การจัดสรรเงินอุดหนุนจากกลาง บ้านเมืองต้องคิดใหม่เกี่ยวกับระบบการเก็บภาษี การจัดสรรเงิน และการสนับสนุนเมืองจังหวรใจกลาง

ราชการสยามเริ่มมองหาทรัพยากรใหม่ดำเนิน สัตว์ป่า ไม้สัก ย้อม และเกษตรกรรม ภาษีการค้าจึงมีการปรับให้สูงขึ้น เพื่อชดเชยข้าหลวง และแม้กระทั่งการจ้างงานทหารก็ต้องเปลี่ยน ประชากรในเมืองขึ้นสัญญาต้องเปลี่ยนจากการค้าข้ามแพ่งไปเป็นการตัดไม้หรือปลูกสัตว์เลี้ยง

บทบาทของชาวต่างชาติในการทำให้เศรษฐกิจซับซ้อน

เมื่อสยามต้องจัดการกับสัญญาการค้ากับหลายประเทศพร้อมกัน ชาวต่างชาติเช่น จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส เริ่มมีเสียงได้ยินมากขึ้นในการตัดสินใจเศรษฐกิจของสยาม พวกเขาไม่ได้เป็นแค่คนซื้อและขาย พวกเขากลายเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในบางกรณี ผู้บรรษดธิบดีการค้า

สยามต้องจ้างนักวิทยาศาสตร์ ดำเนินการจ้างศาสตราจารย์ต่างชาติเพื่อสอนการจัดการเศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ความรู้นี้มาพร้อมกับการสูญเสียความเป็นเจ้าของของราชการต่อเศรษฐกิจตัวเอง นี่คือดุลของการเอาชีวิตรอด: ยอมรับความช่วยเหลือหรือพังลง

สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน: มรดกที่ยังปวดตัว

หากมองย้อนไป ผลกระทบของ สนธิสัญญาเบาว์ริง ต่อเศรษฐกิจไทยไม่ได้จบในวันที่ลงนาม มันขยายสาขาไปสู่การศึกษา สถาบันการเงิน การเลือกสรรอาชีพ และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังบดบังอยู่วันนี้ เมือง ที่สูญเสียไปกลายเป็นดินแดนน้ำลึก ขาดการเชื่อมต่อด้วยสาย ศรัทธา และธุรกรรม

ขณะที่ประวัติศาสตร์ลงหลักให้กับสัญญานี้ว่าเป็นการสูญเสีย ความเป็นจริงคือ เศรษฐกิจไทยมิได้ล่มสลายโดยสิ้นเชิง มันแสดงความยืดหยุ่นของระบบเดิมและความสามารถในการปรับตัว แต่คำถามที่ควรติดใจคือ: หากสยามไม่เสียพื้นที่เหล่านี้ เศรษฐกิจของเราจะแข็งแกร่งและสมดุลกว่าปัจจุบันหรือไม่ และเราจะชำระบัญชีความเสียหายนี้ได้อย่างไร?